หากคุณรู้สึกว่าร่างกายที่คุณเกิดมาไม่ตรงกับตัวตนที่แท้จริง การผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิงคือก้าวสำคัญที่ช่วยให้คุณได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่เพียงแค่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังช่วยให้คุณมีความสุขกับชีวิตและความสัมพันธ์ได้อย่างเต็มที่และเป็นธรรมชาติ

 

ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยให้คุณมีอวัยวะเพศหญิงที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นความลึก ความกว้างของช่องคลอด หรือแม้แต่ความรู้สึกทางเพศที่ใกล้เคียงกับผู้หญิงโดยกำเนิด

การตัดสินใจผ่าตัดแปลงเพศเป็นก้าวสำคัญในชีวิต ดังนั้นก่อนเข้ารับการผ่าตัดควรปรึกษาศัลยแพทย์ ควรศึกษาคุณสมบัติ เทคนิคต่างๆ การเตรียมตัว ขั้นตอนการดูแลตัวเอง รวมถึงผลลัพธ์หลังแปลงเพศ เพราะการได้รับทราบรายละเอียดอย่างรอบด้าน จะเป็นการช่วยในการตัดสินใจทำและคลายความกังวลไปได้

ศัลยกรรมแปลงเพศคืออะไร

“ศัลยกรรมแปลงเพศ” ในความหมายตามนิยามของแพทยสภาไทยหมายถึง การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง หรือหญิงเป็นชาย รวมถึงการรักษาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศอย่างถาวร พูดง่ายๆ ก็คือ การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศเดิมไปเป็นเพศที่ต้องการ

สำหรับผู้ที่ต้องการแปลงเพศจากชายเป็นหญิง ศัลยกรรมจะเน้นไปที่การสร้างอวัยวะเพศหญิง ซึ่งมี 2 ขั้นตอนหลักๆ คือ:

  1. การสร้างอวัยวะเพศภายนอกแบบเพศหญิง (vulva)

  2. การสร้างช่องคลอดหรือช่องสืบพันธุ์ (neovagina)

การผ่าตัดแปลงเพศเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญและไม่สามารถย้อนกลับได้ ดังนั้นผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดจะต้องผ่านเกณฑ์ประเมินของสมาคมคนข้ามเพศนานาชาติ หรือ World Professional Association for Transgender Health (WPATH)** เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อผ่าตัดไปแล้วจะสามารถใช้ชีวิตในเพศที่ต้องการได้ และลดโอกาสที่จะเกิดการ “ตัดสินใจผิดพลาด” ในการเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ (regression after sex reassignment surgery) รวมถึงต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าการผ่าตัดจะช่วยเติมเต็มความต้องการทางจิตใจและนำไปสู่ชีวิตที่มีความสุขในเพศที่ตนเองเลือก

 

เทคนิคการแปลงเพศจากชายเป็นหญิง

การผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง แบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ตามเทคนิคที่ใช้สร้างช่องคลอด ได้แก่ 

1) เทคนิคต่อกราฟ 

การผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคล และหนึ่งในกระบวนการที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายคือการสร้างช่องคลอดใหม่ด้วย “เทคนิคต่อกราฟ” ซึ่งเป็นวิธีการที่อาศัยการนำเนื้อเยื่อจากอวัยวะเพศเดิมของผู้ชายมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ช่องคลอดใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับช่องคลอดตามธรรมชาติของผู้หญิงมากที่สุด

2) เทคนิคที่ใช้เนื้อเยื่อจากช่องท้อง ได้แก่ การต่อลำไส้ และเยื่อบุช่องท้อง

นอกเหนือจากเทคนิคต่อกราฟแล้ว การผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงยังมีอีกหนึ่งเทคนิคที่น่าสนใจ คือ “เทคนิคการต่อลำไส้” ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่มาสร้างเป็นช่องคลอดใหม่ ในการผ่าตัดด้วยเทคนิคการต่อลำไส้ ศัลยแพทย์จะทำการตัดส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ออกมา แล้วนำมาเชื่อมต่อกับบริเวณที่ทำการผ่าตัดสร้างช่องคลอดใหม่ ส่วนของลำไส้ที่นำมาใช้จะมีการกลับด้าน เพื่อให้เยื่อบุภายในลำไส้กลายเป็นผนังช่องคลอด ทำให้ช่องคลอดใหม่มีความชุ่มชื้นและสามารถผลิตสารหล่อลื่นได้เองตามธรรมชาติ

view-couple-holding-hands-with-colorful-pride-bracelets

ใครบ้างที่เหมาะสมจะทำศัลยกรรมแปลงเพศ

1.มีภาวะความไม่สอดคล้องทางเพศ (Gender Dysphoria): รู้สึกไม่สบายใจหรือไม่พึงพอใจกับเพศกำเนิดของตนเองอย่างมาก และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงร่างกายและบทบาททางเพศให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศที่แท้จริง

2.มีอายุที่เหมาะสม โดยทั่วไปแล้ว ศัลยแพทย์จะพิจารณาทำศัลยกรรมแปลงเพศให้กับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป หรือในบางกรณีอาจพิจารณาสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี หากได้รับการประเมินและเห็น

3.ผ่านการประเมินจากทีมสหวิชาชีพ ผู้เข้ารับการผ่าตัดควรได้รับการประเมินจากทีมสหวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยจิตแพทย์, เอนโดคริโนโลจิสต์ (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมน), และผ่านการประเมินตามข้อกำหนดของ WPATH เพื่อยืนยันความพร้อมทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม

4.ไม่มีโรคประจำตัว เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เป็นต้น หากไม่มั่นใจว่าตนเองมีภาวะที่เป็นอันตรายในการผ่าตัดหรือไม่ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี หรือรับการตรวจ ABI เพื่อตรวจวัดความแข็งตัวของหลอดเลือดแดง

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด 

  • ประเมินสภาพจิตใจจากจิตแพทย์อย่างน้อย 2 ท่าน พร้อมด้วยใบรับรองแพทย์เพื่อยืนยันว่าพร้อมเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนเพศ 
  • มีการทดลองใช้ชีวิตในแบบเพศตรงข้ามที่ต้องการมาแล้วอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป มีความรู้สึกของเพศที่ต้องการจะเป็นมานานแล้ว 
  • การผ่าตัดเปลี่ยนเพศสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปีต้องมีหนังสือรับรองจากผู้ปกครองเป็นลายลักษณ์อักษร และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนเพศได้ 
  • สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีปัญหาสุขภาพ โรคประจำตัวรุนแรง หรือข้อห้ามในการดมยาสลบ

การดูแลแผลและการปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด

การดูแลแผลภายนอก:

  • ใช้โพวิโดนไอโอดีนชนิดน้ำทาแผล “แคมนอก” และชนิดเจลทาแผล “แคมใน” และรอบท่อปัสสาวะ
  • ทำความสะอาดแผลและทายาทุกครั้งหลังขับถ่ายและขยายช่องคลอด
  • สวมผ้าอนามัยเพื่อซึมซับคราบเลือด
  • แผลผ่าตัดจะหายภายใน 2-3 สัปดาห์หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน

การดูแลภายในช่องคลอด:

  • สวนล้างช่องคลอดทุกครั้งหลังขยายช่องคลอดด้วยน้ำเกลือผสมโพวิโดนไอโอดีนชนิดน้ำ (อัตราส่วน 1:10) ครั้งละ 100-200 ซีซี
  • ห้ามใช้น้ำสบู่สวนล้างช่องคลอด

การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด:

  • ห้ามนั่งยองหรือแยกขาก่อนแผลหายสนิท
  • งดเพศสัมพันธ์ 1-2 เดือนจนกว่าแผลในช่องคลอดจะหายสนิท
  • กลิ่นภายในช่องคลอดอาจมีได้ในช่วง 3-6 เดือนแรก
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดและของหมักดองเพื่อป้องกันอาการบวม

ความเสี่ยงและผลข้างเคียง 

  • แผลบวม (Swelling) 
  • มีรอยซ้ำ (Bruising) 
  • มีเลือดคั่ง (Hematoma) 
  • มีเลือดออก (Bleeding) 
  • ติดเชื้อ (Infection) 
  • ช่องคลอดทะลุเข้าลำไส้ (Recto-vaginal fistula) 
  • แผลสมานตัวช้า (Poor healing) 
  • เนื้อตาย (Flap necrosis) 
  • ช่องคลอดตีบ หรือ ท่อปัสสาวะตีบ (Vaginal and Urethral stenosis) 
  • ไม่พอใจในขนาด และรูปทรงของช่องคลอด ท่อปัสสาวะ และคลิสตอริส (Unsatisfied size or shape of vaginal urethral and clitoris) 
  • ปวดแผล (Pain) อาจใช้ยาแก้ปวดได้ 
  • แคมอาจจะไม่เท่ากัน (Asymmetric Labia) 
  • มีรอยแผลเป็น (Scarring) 
  • มีความรู้สึกทางเพศลดลง (Decreased Sensation) 
  • ผุ้ป่วยที่มีประวัติโรคเลือด อาจจะเกิด deep vein thrombosis ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อป้องกัน โดยใส่เครื่องมือไล่เลือดที่ขาตลอดเวลา อย่างน้อย 2-3 วัน 
  • ความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของการดมยาสลบ (Risk from anesthesia)

ช่องคลอดทำได้ลึกแค่ไหน หลังการแปลงเพศ

ความลึกของช่องคลอดที่สร้างขึ้นหลังการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงนั้น เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตและความพึงพอใจของผู้เข้ารับการผ่าตัด โดยความลึกของช่องคลอดที่เหมาะสมจะช่วยให้สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีความสุขทางเพศ 

  • เทคนิคต่อกราฟ:

    ความลึกของช่องคลอดที่สร้างขึ้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณผิวหนังที่มีอยู่จากองคชาตและถุงอัณฑะ โดยทั่วไปแล้วจะสามารถสร้างช่องคลอดที่มีความลึกประมาณ 10-12 เซนติเมตร

  • เทคนิคการต่อลำไส้:

    เนื่องจากใช้ส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่มาสร้างช่องคลอด ศัลยแพทย์สามารถปรับความลึกและความกว้างของช่องคลอดได้ตามความต้องการของผู้เข้ารับการผ่าตัด โดยทั่วไปแล้วจะสามารถสร้างช่องคลอดที่มีความลึกประมาณ 12-15 เซนติเมตร หรือมากกว่านั้นได้

อย่างไรก็ตาม ความลึกของช่องคลอดที่ระบุข้างต้นเป็นเพียงค่าประมาณ โดยความลึกที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ขนาดของอวัยวะเพศเดิม เทคนิคการผ่าตัดที่ใช้ และความสามารถของแพทย์

อวัยวะเพศใหม่จะมีความรู้สึกหรือไม่ 

ในการผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศใหม่ แพทย์จะเก็บรักษาเส้นประสาทเดิมเพื่อเชื่อมต่อกับอวัยวะใหม่ ช่วยให้สามารถรับความรู้สึกได้บริเวณคลิตอริส แคมใน และรอบท่อปัสสาวะ ซึ่งการกระตุ้นบริเวณเหล่านี้จะทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศได้

แม้ภายในช่องคลอดจะไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกโดยตรง แต่บางรายอาจยังมีความรู้สึกทางเพศได้จากการกระตุ้นบริเวณต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะเพศชายเดิมที่ยังคงอยู่หลังการผ่าตัด

ความรู้เรื่องการขยายช่องคลอด (แยงโม) 

หลังจากการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง สาวประเภทสองต้องดูแลความสะอาดแผลผ่าตัด และขยายช่องคลอดด้วยวิธี “การแยงโม” เพื่อป้องกันช่องคลอดตีบตัน โดยใช้แท่งขยายคล้ายอวัยวะเพศชายขนาดต่างๆ กัน

การแยงโมสำคัญมากในปีแรกหลังผ่าตัด เพราะแผลที่หายจะทำให้ช่องคลอดหดตัว โดยแพทย์จะเตรียมแท่งขยายให้ และในปีแรกต้องขยายช่องคลอดทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30-60 นาที หลังจาก 1 ปี แนะนำให้ขยายสัปดาห์ละครั้ง สำหรับการขยายช่องคลอดด้วยซิลิโคนแบบนิ่ม สามารถใช้เสริมจากการขยายแบบปกติได้ โดยแนะนำให้สอดแท่งซิลิโคนไว้ในช่องคลอดขณะที่เข้านอน แล้วสวมกางเกงชั้นในเพื่อป้องกันไม่ให้แท่งซิลิโคนเลื่อนหลุดออกมา

โรคหรือภาวะที่ต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม หรือแก้ไขก่อนผ่าตัดแปลงเพศ 

  • โรคประจำตัวหรือความพิการแต่กำเนิดที่ส่งผลต่อระบบการทำงานในร่างกาย เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ หรือโรคไตชนิดรุนแรง 
  • โรคเรื้อรังที่อยู่ระหว่างกระบวนการรักษา เช่น โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) โรคติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี 
  • ความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น หนังหุ้มปลายองคชาตตีบ (phimosis and paraphimosis) ภาวะรูเปิดท่อปัสสาวะต่ำกว่าปกติ (hypospadias) อัณฑะค้างอยู่ในช่องท้อง (cryptorchidism) ก้อนหรือเนื้องอกของอวัยวะเพศ หรือมีประวัติเคยฉีดสารแปลกปลอมในอวัยวะเพศ เป็นต้น 
  • โรคไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (inguinal hernia) และไส้เลื่อนผนังหน้าท้อง (abdominal hernia)

โรคหรือภาวะที่ไม่สามารถผ่าตัดแปลงเพศได้

  • โรคประจำตัวที่ยังควบคุมได้ไม่ดี
  • โรคทางจิตเวชที่อาการยังไม่คงที่
  • ใช้สารเสพติดผิดกฎหมาย