เมื่อต้องการปรับลุค หรือเพิ่มความมั่นใจให้ใบหน้ามีมิติและแลดูเป็นธรรมชาติ “การเสริมจมูก” ถือเป็นศัลยกรรมที่ได้รับความนิยม เพราะจมูกเป็นจุดศูนย์กลางที่ส่งผลต่อสัดส่วนโดยรวมของใบหน้า สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจเสริมจมูกครั้งแรก สิ่งสำคัญคือการศึกษาข้อมูล “วัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูก” เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงในระยะยาว

วัสดุที่ใช้เสริมจมูกทางการแพทย์ มีอะไรบ้าง?

1.ซิลิโคนทางการแพทย์ (Silicone)

ควรเป็นเกรดสำหรับปลูกฝังในร่างกาย ซึ่งมีความบริสุทธิ์และสามารถอยู่ในร่างกายได้ยาวนาน มี 2 รูปแบบหลัก คือ
- ซิลิโคนสำเร็จรูป
ขึ้นรูปทรงมาแล้ว แพทย์นำมาปรับแต่งเล็กน้อยให้เข้ากับฐานจมูก มีโอกาสเบี้ยวเอียงน้อย
- ซิลิโคนแบบแท่ง (เหลาเอง)
แพทย์จะใช้ความชำนาญในการเหลาขึ้นรูปให้รับกับโครงสร้างใบหน้าเฉพาะบุคคล โดยเลือกความนิ่มให้เหมาะกับความหนาของเนื้อจมูก เพื่อช่วยลดโอกาสการยุบตัวหรือการทะลุ
2. เนื้อเยื่อเทียม (Acellular Dermal Matrix – ADM)

คือเนื้อเยื่อสังเคราะห์ที่เตรียมจากผิวหนังมนุษย์ ผ่านกระบวนการจนเหลือเพียงคอลลาเจนและอีลาสติน จึงช่วยลดโอกาสการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกัน
ข้อดี: มักนำมาใช้ “รองปลายจมูก” ร่วมกับซิลิโคน เพื่อเพิ่มความหนาของเนื้อเยื่อ ลดการเสียดสี ช่วยลดโอกาสการทะลุ และปรับให้ปลายจมูกดูมนและแลดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เหมาะกับคนเนื้อจมูกบาง
3. กระดูกอ่อนหลังใบหู (Ear Cartilage)

เป็นการใช้เนื้อเยื่อของตนเอง มักใช้รองปลายจมูกร่วมกับซิลิโคน
ข้อดี: มีความโค้งงอตามธรรมชาติ ช่วยตกแต่งปลายจมูกให้แลดูเป็นธรรมชาติ และช่วยลดความเสี่ยงที่ซิลิโคนจะเสียดสีกับผิวหนังปลายจมูกโดยตรง โดยไม่ทำให้ใบหูผิดรูป
4. กระดูกอ่อนซี่โครง (Rib Cartilage)


มีความแข็งแรงและมีปริมาณเนื้อเยื่อมาก มักใช้ในเทคนิคผ่าตัดแบบเปิด (Open Rhinoplasty)
ข้อดี: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมด้วยเนื้อเยื่อตนเองทั้งหมด หรือผู้ที่มีปัญหาโครงสร้างจมูกซับซ้อน
ข้อจำกัด: มีแผลผ่าตัดบริเวณใต้ราวนมเพิ่ม ใช้เวลาผ่าตัดนาน และต้องอาศัยแพทย์ผู้ชำนาญการ
ข้อแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ
การเสริมจมูกให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ต้องอาศัยการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อประเมินและเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับสรีระจมูกเดิมของคุณ
เทคนิคการเสริมจมูกที่ควรรู้
เมื่อรู้จักกับวัสดุในการเสริมจมูกไปแล้ว ทีนี้ก็ต้องทำความรู้จักกับเทคนิคในการเสริมจมูกร่วมด้วย ซึ่งเทคนิคการเสริมจมูกนั้นสามารถแบ่งได้ 2 เทคนิคหลักๆ คือ
เทคนิคการเสริมจมูก ทรงจมูก และข้อปฏิบัติทางการแพทย์ที่ควรรู้

สำหรับการเสริมจมูก (Rhinoplasty) นอกจากการเลือกวัสดุแล้ว เทคนิคการผ่าตัด รูปทรงที่เหมาะสมกับสรีระ และการดูแลตนเองทั้งก่อนและหลังทำ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่แพทย์จะนำมาพิจารณาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละบุคคล
เทคนิคการผ่าตัดเสริมจมูก (Rhinoplasty Techniques)

1.การเสริมจมูกเทคนิคแบบปิด (Closed Rhinoplasty)
เป็นการผ่าตัดโดยเปิดแผลขนาดเล็กซ่อนไว้ด้านในเยื่อบุโพรงจมูก
- ข้อดี: เป็นการผ่าตัดที่ไม่ซับซ้อน รบกวนเนื้อเยื่อน้อย มักใช้เพียงการฉีดยาชาเฉพาะที่ ใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน มีโอกาสบวมช้ำน้อย และมองไม่เห็นรอยแผลจากภายนอก
- ความเหมาะสม: เหมาะสำหรับเคสที่เสริมจมูกครั้งแรก ผู้ที่มีโครงสร้างฐานกระดูกจมูกเดิมค่อนข้างสมบูรณ์ และต้องการปรับเพิ่มความโด่งเล็กน้อย
- ข้อจำกัด: แพทย์ไม่สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในได้ทั้งหมด จึงอาจมีข้อจำกัดในการดูแลปัญหาโครงสร้างที่ซับซ้อน
2.การเสริมจมูกเทคนิคแบบเปิด (Open Rhinoplasty)
เป็นการผ่าตัดเปิดแผลบริเวณฐานจมูก ทำให้แพทย์สามารถประเมินโครงสร้างกระดูกและกระดูกอ่อนภายในจมูกได้
- ข้อดี: แพทย์สามารถประเมินและปรับแต่งโครงสร้างจมูกได้อย่างเหมาะสม เช่น การยืดผนังกั้นจมูก การตอกปรับฐาน หรือการแก้ไขความเอียง
- ความเหมาะสม: เหมาะสำหรับการเสริมจมูกทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเคสแก้ไข (Revision) หรือผู้ที่มีปัญหาโครงสร้างซับซ้อน เช่น จมูกสั้น จมูกคดเบี้ยว มีฮัมพ์ (Hump) สูง
- ข้อจำกัด: มักใช้เวลาผ่าตัดนาน มีความซับซ้อน และมักต้องใช้การดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
ทรงจมูกและการประเมินสัดส่วน
การออกแบบทรงจมูกทางการแพทย์ จะประเมินจากสัดส่วนใบหน้า ความหนาบางของผิวหนัง และความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อจมูกเดิม เพื่อช่วยดูแลให้ปลอดภัยและลดโอกาสเกิดปัญหา ทรงจมูกที่นิยมมีดังนี้
จมูกทรงสโลปปลายพุ่ง
เน้นความโค้งมนไล่ระดับบริเวณสันจมูกรับกับหน้าผาก และปรับแต่งปลายจมูกให้พุ่งอย่างเหมาะสม เหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อปลายจมูกค่อนข้างมาก เพื่อให้ผิวหนังรองรับความพุ่งได้โดยช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาทะลุ
จมูกทรงปลายหยดน้ำ
ออกแบบส่วนปลายจมูกให้มีความโค้งมนทิ้งตัวลงมาเล็กน้อยคล้ายหยดน้ำ ช่วยให้ใบหน้าแลดูมีมิติ
จมูกทรงสโลปปลายเชิด
คล้ายทรงสโลปปลายพุ่ง แต่ตกแต่งปลายจมูกให้เชิดขึ้นเล็กน้อย เพื่อช่วยดูแลปัญหาปลายจมูกงุ้มตก ทำให้ใบหน้าแลดูมีมิติมากขึ้น
แนวทางการปฏิบัติตัวก่อนและหลังเสริมจมูก
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
แจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และงดยา/อาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด (เช่น NSAIDs, แอสไพริน, วิตามินอี) อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ รวมถึงงดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด
ประคบเย็นในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวมช้ำ หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นประคบอุ่น นอนหนุนศีรษะสูง งดนอนคว่ำหรือตะแคง งดแผลโดนน้ำตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงอาหารแสลง/ของหมักดองเพื่อช่วยลดโอกาสการอักเสบติดเชื้อ


หน้าแรก
โปรโมชั่น
ปรึกษาฟรี
ปรึกษาฟรี