เมื่อมีปัญหาใบหน้าไม่ได้สัดส่วน คางตัด คางสั้น หรือคางถอย หลายคนมักลังเลว่าจะเลือกปรับรูปหน้าด้วยวิธีการ “โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์คาง” หรือ “ผ่าตัดเสริมคางด้วยซิลิโคน” ซึ่งทั้งสองวิธีมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ขั้นตอน และผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน บทความนี้จะมาเจาะลึกข้อดี-ข้อจำกัด เพื่อให้คุณเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง

การเสริมคางด้วยซิลิโคนทางการแพทย์ (Chin Implant / Mentoplasty)
คือการผ่าตัดเพื่อใส่ซิลิโคนเกรดทางการแพทย์เข้าไปเพื่อปรับสรีระใบหน้าส่วนล่างให้ได้สัดส่วน โดยเทคนิคที่เหมาะสม แพทย์จะสอดซิลิโคนเข้าไปวางไว้ในชั้น “ใต้เยื่อหุ้มกระดูก (Subperiosteal plane)” เพื่อช่วยลดโอกาสการเคลื่อนตัวหรือห้อยย้อยในอนาคต ช่วยปรับโครงหน้าและผลลัพธ์คงอยู่ได้ยาวนาน
ซิลิโคนที่ใช้แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ
- ซิลิโคนแบบขาสั้น (Standard Chin Implant): เน้นเพิ่มปริมาตรเฉพาะบริเวณ “ปลายคาง” เหมาะกับผู้ที่มีโครงสร้างกรอบหน้าค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่ต้องการให้ปลายคางแลดูเรียวขึ้น
- ซิลิโคนแบบขายาว (Extended Anatomy Chin Implant): ตัวซิลิโคนจะมีส่วนขาที่โค้งทอดยาวไปตามแนวขอบกระดูกขากรรไกรล่าง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางสั้น คางตัด คางถอยมาก ข้อดีคือช่วยพรางรอยต่อระหว่างแก้มและคาง ทำให้กรอบหน้าแลดูเป็นธรรมชาติ (V-Shape) ครอบแนบสนิทกับฐานกระดูก และช่วยลดโอกาสคางเบี้ยวเอียง

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์คาง (Chin Filler)
คือการใช้สารเติมเต็มประเภท กรดไฮยาลูโรนิก (HA) ฉีดเข้าไปเพื่อปรับรูปคางให้เรียวยาวขึ้น หัตถการนี้เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาคางสั้นหรือคางบุ๋มเพียงเล็กน้อย และต้องการเพิ่มความยาวคางไม่เกิน 1 เซนติเมตร เนื่องจากสารเติมเต็มไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระดูกที่มีปัญหาซับซ้อน หรือคางถอยในระดับรุนแรงได้ หากต้องการเปลี่ยนรูปทรงคางจะต้องทำการผ่าตัดแก้ไขใหม่

ข้อแตกต่างระหว่าง โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์คาง VS ผ่าตัดเสริมซิลิโคนคาง
โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์คาง (Chin Filler)
ข้อดี
- เห็นการเปลี่ยนแปลงหลังรับบริการ
- ไม่ใช่การผ่าตัด จึงใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย (อาจมีอาการบวมเล็กน้อยในช่วงแรก) เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า
- เป็นทางเลือกที่ช่วยลดโอกาสเกิดการตกค้าง หากใช้สารเติมเต็ม (HA) ที่ได้มาตรฐาน จะสามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ
- สามารถปรับแต่งรูปทรงได้ หากสั้นไปก็สามารถฉีดเติมเพิ่มได้ หรือฉีดเอนไซม์สลายออกได้
ข้อจำกัด
- ผลลัพธ์คงอยู่ชั่วคราว โดยทั่วไปประมาณ 12-24 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ต้องกลับมาดูแลซ้ำเพื่อคงสภาพ
- หากดูแลโดยแพทย์ที่ขาดประสบการณ์ อาจทำให้ฟิลเลอร์รวมกันเป็นก้อน ผิดรูป หรือไหลย้อยได้ และหากใช้สารที่ไม่ผ่าน อย. จะมีความเสี่ยงและไม่สามารถฉีดสลายได้
การผ่าตัดเสริมคางด้วยซิลิโคน (Chin Implant)
ข้อดี
- ผลลัพธ์มีความคงทนและคงอยู่ได้ยาวนาน ไม่ต้องคอยเติมบ่อยๆ
- สามารถปรับเพิ่มความยาวคางได้ และช่วยดูแลปัญหาโครงสร้างคางสั้น คางตัด หรือคางถอยได้อย่างเหมาะสม
- แพทย์สามารถเหลาปรับแต่งซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) เพื่อให้รับกับฐานกระดูก ทำให้ผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติและเข้ากับรูปหน้า
ข้อจำกัด
- เป็นการผ่าตัด จึงต้องใช้ระยะเวลาพักฟื้น โดยจะมีอาการบวมช้ำในช่วงแรก และจะค่อยๆ รัดแกนเข้าที่ในระยะเวลา 1-3 เดือน
- มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น แผลอักเสบ ติดเชื้อ หรือซิลิโคนเบี้ยวเอียง หากดูแลแผลหลังผ่าตัดไม่ดี
- หากต้องการเปลี่ยนรูปทรงคาง จะต้องทำการผ่าตัดแก้ไขใหม่
แบบไหนเหมาะสมกว่ากัน?
การเลือกวิธีแก้ไขปัญหาคางขึ้นอยู่กับ ปัญหาโครงสร้างเดิม และความต้องการของคนไข้ หากคุณมีปัญหาคางถอยหรือสั้นมาก ต้องการผลลัพธ์ที่เปลี่ยนโครงสร้างอย่างชัดเจนและคงอยู่ได้ยาวนาน การผ่าตัดเสริมคางด้วยซิลิโคนจะตอบโจทย์กว่า แต่หากคุณต้องการปรับรูปทรงคางเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องการพักฟื้นนาน โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์คางก็เป็นตัวเลือกที่ดี
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อประเมินโครงสร้างใบหน้า และทำหัตถการในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน


หน้าแรก
โปรโมชั่น
ปรึกษาฟรี
ปรึกษาฟรี