ในปัจจุบัน การศัลยกรรมเสริมคางผู้ชาย เป็นทางเลือกที่ช่วยดูแลปัญหาทางกายวิภาคของโครงหน้า เช่น ปัญหาคางสั้น คางตัด คางถอย หรือคางบุ๋ม โดยในทางการแพทย์จะให้ความสำคัญกับความสมดุลของใบหน้าตามหลักสัดส่วนทองคำ (Golden Ratio) และสัดส่วนใบหน้าด้านข้าง (Ricketts E-Line) เพื่อให้โครงสร้างใบหน้าแลดูสมดุล มีมิติ และจะดูแลให้ปลอดภัย
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเสริมคาง (Pre-operative Preparation)
เพื่อดูแลความปลอดภัยและลดภาวะแทรกซ้อน ผู้รับการผ่าตัดควรเตรียมตัวตามหลักการแพทย์ดังนี้
- แจ้งประวัติทางการแพทย์: ควรแจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และการผ่าตัดบริเวณใบหน้าหรือขากรรไกรในอดีตให้แพทย์ทราบ
- งดยาและอาหารเสริม: งดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด รวมถึงวิตามินและสมุนไพร อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
- งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
- รักษาความสะอาด: ทำความสะอาดช่องปาก และแนะนำให้โกนหนวดเคราให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด

เทคนิคการเสริมคางผู้ชายในทางการแพทย์ มีกี่แบบ?
ในทางการแพทย์ การปรับรูปคางสามารถทำได้หลายวิธี เช่น โปรแกรมฉีดสารเติมเต็ม (Fillers) และการผ่าตัดเลื่อนกระดูก (Sliding Genioplasty) สำหรับผู้ที่มีปัญหาคางถอยหรือสั้นมาก แต่วิธีที่ได้รับความนิยมคือ การผ่าตัดเสริมด้วยซิลิโคน (Silicone Implant) ซึ่งแบ่งตามตำแหน่งการเปิดแผลได้ 2 แบบ คือ
1.การเสริมคางแผลใน (Intraoral Approach)
เป็นการผ่าตัดเปิดแผลบริเวณเยื่อหุ้มกระดูกที่ซอกเหงือกด้านในริมฝีปากล่าง
- ข้อดี: ช่วยซ่อนรอยแผลไว้ด้านในช่องปาก
- ข้อควรระวัง: อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปากได้ง่ายกว่า แพทย์จึงแนะนำให้ดูแลสุขอนามัยในช่องปากอย่างเคร่งครัด บ้วนปากสม่ำเสมอ และงดอาหารรสจัด ร้อนจัด หรือเย็นจัดในช่วงแรก
2. การเสริมคางแผลนอก (Submental Approach)
เป็นการผ่าตัดเปิดแผลบริเวณใต้คาง
- ข้อดี: แพทย์สามารถจัดวางตำแหน่งซิลิโคนและประเมินตกแต่งผิวหนังส่วนเกินได้อย่างเหมาะสม ดูแลทำความสะอาดแผลง่าย และอาจมีความเสี่ยงในการติดเชื้อน้อยกว่าแผลในช่องปาก
- ข้อควรระวัง: อาจมีรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ไว้ใต้คาง และผู้ที่มีประวัติความเสี่ยงอาจเกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ (Keloid) ได้
การออกแบบทรงคางสำหรับผู้ชาย (Masculine Chin Aesthetics)
โครงสร้างกระดูกและใบหน้าของผู้ชายมีความแตกต่างจากผู้หญิง การเสริมคางผู้ชายจึงไม่ควรทำให้แหลมจนเกินไป ทรงคางที่แพทย์อาจพิจารณาเพื่อปรับให้ใบหน้าแลดูสมส่วน มีดังนี้
- ทรงเรียวมน (Oval): คางมีความโค้งมนพอดี ไม่แหลมเกินไป คล้ายรูปไข่ ช่วยปรับให้ใบหน้าแลดูสมดุล
- ทรงป้านหรือสี่เหลี่ยม (Square Chin): การปรับคางให้ส่วนปลายมีความกว้างสอดรับกับแนวกราม (Jawline) จะช่วยเสริมให้กรอบหน้าแลดูชัดเจน
ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อประเมินสัดส่วนใบหน้า เลือกใช้ซิลิโคนเกรดการแพทย์ และประเมินเทคนิคที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล เพื่อผลลัพธ์ที่รับกับรูปหน้าเดิม
ซิลิโคน vs โปรแกรมฉีดสารเติมเต็ม เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ?
โปรแกรมฉีดสารเติมเต็ม (Dermal Fillers) และการเติมไขมันตัวเอง (Fat Grafting)
ในทางการแพทย์ การปรับรูปคางสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางสั้นหรือถอยเพียงเล็กน้อย สามารถพิจารณาใช้โปรแกรมฉีดสารเติมเต็มกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด ซึ่งแพทย์จะดูแลให้ปลอดภัย สารกลุ่มนี้จะให้ผลลัพธ์ที่แลดูเข้ากับรูปหน้าและสามารถสลายได้เองตามกลไกปกติของร่างกาย โดยมีอายุการใช้งานประมาณ 1-2 ปี
ส่วนการเติมไขมันตัวเองเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่อาจมีการสลายตัวของไขมันบางส่วนหลังทำ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าเพียงเล็กน้อย มีข้อดีคือใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยและไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

เทคนิคการใช้โปรแกรมฉีดสารเติมเต็มคาง
การใช้สารเติมเต็มให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ผู้ชำนาญการ โดยจะอ้างอิงจากหลักสัดส่วนทองคำ และสัดส่วนใบหน้าด้านข้าง เพื่อให้คางรับกับสัดส่วนใบหน้า การใช้เทคนิคที่เหมาะสมร่วมกับการวางสารเติมเต็มในชั้นชิดกระดูก จะช่วยให้คางแลดูเรียบเนียน และลดโอกาสที่สารเติมเต็มจะเคลื่อนตัว
การเสริมคางด้วยวัสดุซิลิโคนทางการแพทย์ (Silicone Implant Augmentation)
จุดเด่นของการใช้ซิลิโคนเกรดการแพทย์ คือสามารถปรับแต่งรูปทรงให้รับกับโครงสร้างกระดูกของคนไข้ได้ และให้ผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้ในระยะยาว หากในอนาคตต้องการเปลี่ยนรูปทรง ก็สามารถผ่าตัดถอดหรือเปลี่ยนได้ โดยแบ่งลักษณะซิลิโคนได้ดังนี้
- ซิลิโคนแบบขายาว: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหากรามกว้าง ขาของซิลิโคนจะช่วยปกปิดรอยต่อบริเวณแนวกราม ทำให้กรอบหน้าแลดูเรียวและสมดุลมากขึ้น
- ซิลิโคนแบบขาสั้น: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเน้นความยาวเฉพาะบริเวณปลายคาง
การดูแลตัวเองหลังเสริมคาง
การพักฟื้นหลังผ่าตัดต้องอาศัยการดูแลที่ถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ดังนี้
- ช่วงแรกควรเน้นทานอาหารอ่อน รสไม่จัด
- นอนหนุนหมอนสูงประมาณ 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อลดอาการบวมช้ำ
- ไม่ควรแกะเฝือกดามคางออกเองก่อนกำหนด
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมท้าวคาง บีบนวด หรือนอนคว่ำ อย่างน้อย 1 เดือน
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์
ทำไมถึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินโครงหน้าก่อนทำศัลยกรรม?
หลักการสำคัญคือ การวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าแบบองค์รวม แพทย์จะประเมินองค์ประกอบตั้งแต่ หน้าผาก จมูก ขากรรไกร และกราม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โครงสร้างใบหน้าของผู้ชายและผู้หญิงมีความแตกต่างกัน การออกแบบทรงคางจึงต้องคำนึงถึงสรีระเฉพาะบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แลดูสมส่วน และจะดูแลให้ปลอดภัย
YKJ Medical Clinic ด้านศัลยกรรม เสริมความงาม
โดยหมอกัน นพ.รัฐรุจน์ บารมีไชยภัสร์ (คุณหมอกัน) ว.27560
YKJ Medical Clinic (ชื่อเดิม “ธีระธรฌ์คลินิก”) ก่อตั้งโดยคุณหมอกัน นพ. รัฐรุจน์ บารมีไชยภัสร์ แพทย์ผ่าตัดจมูกโอเพ่น เปิดให้บริการด้านความงามมาเกือบ 15 ปี โดดเด่นในหลากหลายหัตถการ เช่น โปรแกรมเสริมจมูกโอเพ่น , โปรแกรมทำตาสองชั้น , โปรแกรมดึงหน้า , โปรแกรมเสริมหน้าอก , โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ และอื่นๆ
คุณหมอได้ศึกษาและผสมผสานศาสตร์และศิลป์ในการวิเคราะห์รูปหน้า รูปทรงจมูก ให้รับกับรูปหน้า ตามหลัก Fibonacci ratio อัตราส่วนทองคำ เพื่อให้ได้ใกล้เคียงตามความต้องการของคนไข้ โดยยึดหลัก การออกแบบให้ดูดีขึ้น
แต่ยังคงความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองอยู่ ปรับเปลี่ยนโดยไม่เสียความเป็นตัวเองไป เพราะผู้หญิงทุกคนมีความสวยของตนเองอยู่แล้ว
นอกจากคุณหมอกันแล้ว YKJ Medical Clinic ยังมีแพทย์ท่านอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีทักษะและความสามารถ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าเมื่อมาที่ YKJ Medical Clinic แล้ว จะได้รับมาตรฐานการดูแลรักษาที่ดี
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เสริมคาง แผลใน – แผลนอก ต่างกันอย่างไร แบบไหนดีกว่า?



หน้าแรก
โปรโมชั่น
ปรึกษาฟรี
ปรึกษาฟรี