ซิลิโคนเอียง ซิลิโคนลอยหลังเสริมจมูก เกิดจากอะไร พร้อมแนวทางการดูแล

ซิลิโคนเอียง

ภาวะ “ซิลิโคนเอียง” หรือ “ซิลิโคนลอย” เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้หลังการเสริมจมูก ซึ่งอาจส่งผลต่อสัดส่วนของใบหน้าและความมั่นใจ นอกจากนี้ หากปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างจมูกในระยะยาวได้ วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกถึงสาเหตุ วิธีสังเกตความเปลี่ยนแปลง และแนวทางการดูแลอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์กันครับ

ซิลิโคนเอียง และ ซิลิโคนลอย คืออะไร?

  • ซิลิโคนเอียง: คือ ภาวะที่รูปทรงของจมูกหรือแกนจมูกไม่สมมาตรกัน ทำให้มองเห็นแกนจมูกเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งอย่างชัดเจน
  • ซิลิโคนลอย: คือ ภาวะที่ตัวแท่งซิลิโคนไม่แนบติดกับกระดูกสันจมูกเดิม ทำให้สามารถขยับ เลื่อน หรือเคลื่อนที่ได้ง่ายเมื่อใช้นิ้วมือสัมผัสเบาๆ

สาเหตุหลักที่ทำให้จมูกเบี้ยวเอียงและซิลิโคนลอย

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่สามารถแบ่งสาเหตุได้ ดังนี้:

  1. การวางซิลิโคนผิดชั้นผิวหนัง: หากแพทย์วางซิลิโคนในชั้นที่ตื้นเกินไป หรือไม่ได้วางไว้ใต้ชั้นเยื่อหุ้มกระดูก (Subperiosteal Plane) จะทำให้ซิลิโคนไม่สามารถยึดเกาะกับฐานจมูกได้จนเกิดอาการลอยและขยับได้
  2. โครงสร้างฐานจมูกเดิมเอียง: หากคนไข้มีผนังกั้นกลางจมูกที่คดเอียง หรือฐานกระดูกสองข้างสูงต่ำไม่เท่ากันมาตั้งแต่กำเนิด เมื่อวางแท่งซิลิโคนทับลงไป ซิลิโคนก็จะถูกฐานเดิมดันให้เอียงตามในที่สุด
  3. เทคนิคการปรับโครงสร้างที่ไม่พอดี: การตะไบฐานฮัมพ์ (Hump) ที่รุนแรงเกินไปอาจทำให้เยื่อหุ้มกระดูกเสียหาย นอกจากนี้ ในคนเอเชียจะมีกลุ่มเส้นใยกล้ามเนื้อที่เรียกว่า TNAFs หากไม่ทำการคลายเส้นใยเหล่านี้อย่างถูกต้อง จะทำให้ช่องใส่ซิลิโคนคับแคบ ดันซิลิโคนให้ไม่พอดีและเกิดการเบี้ยวเอียงได้
  4. การเกิดพังผืดรัดและการอักเสบ: พังผืดที่ดึงรั้งเนื้อจมูกหลังการผ่าตัด หรือภาวะการอักเสบ สามารถดึงและดันให้ซิลิโคนเคลื่อนที่ เบี้ยวเอียง และลอยได้
  5. พฤติกรรมหลังเสริมจมูก: การที่จมูกถูกกระแทก เผลอนอนตะแคงหรือนอนคว่ำ การขยี้จมูกบ่อยๆ สั่งน้ำมูกแรงๆ หรือบิดโยกจมูกไปมาในช่วงที่เนื้อเยื่อยังไม่รัดแกน ล้วนส่งผลให้ซิลิโคนเคลื่อนตัวได้ทั้งสิ้น

เช็คด่วน! ข้อสังเกตที่ควรรีบพบแพทย์หลังเสริมจมูก

ในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังผ่าตัด อาจมีอาการบวมที่ไม่เท่ากันซ้ายขวา ทำให้จมูกดูไม่สมมาตรชั่วคราวได้ แต่หากคุณพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน:

  • ผิวปลายจมูกบางและเปลี่ยนสี: ผิวที่ปลายจมูกดูบางลง มีสีขาวใส สะท้อนแสงมันวาว หรือเห็นรูปทรงของวัสดุเสริมชัดเจน
  • ปลายจมูกแดงเรื้อรัง: มีรอยแดงหรือสีผิวคล้ำกว่าปกติบริเวณปลายจมูก อาจบ่งบอกถึงภาวะอักเสบภายใน
  • สิวอักเสบที่ดูแลไม่หาย: มีสิวขึ้นที่ปลายจมูกและขยายใหญ่ขึ้น ทายาแล้วไม่ดีขึ้น อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  • รู้สึกเจ็บแปลบเรื้อรัง: มีอาการเจ็บหรือเสียวบริเวณปลายจมูกเมื่อลูบหรือสัมผัสเบาๆ

แนวทางการดูแลเมื่อจมูกเสียสมดุล หรือซิลิโคนลอย

  • การปรับแต่งวัสดุเสริมใหม่: หากสาเหตุเกิดจากวัสดุเสริมเดิมหนาเกินไป แพทย์สามารถดูแลได้โดยการเปลี่ยนและปรับแต่งวัสดุใหม่ให้พอดีกับฐานจมูกมากยิ่งขึ้น
  • การปรับโครงสร้างด้วยเทคนิคโอเพ่น (Open Reconstruction): หากปัญหามีต้นตอมาจากฐานจมูกเดิม แพทย์จำเป็นต้องทำหัตถการแบบเปิดเพื่อเข้าไปจัดตำแหน่งผนังกั้นจมูก และจัดโครงสร้างแกนกลางใหม่ให้สมดุล
  • การใช้วัสดุจากร่างกายตัวเอง: ในเคสที่เนื้อปลายจมูกบาง แพทย์มักจะแนะนำให้ใช้เนื้อเยื่อของตนเอง (เช่น กระดูกอ่อนหลังหู หรือกระดูกอ่อนซี่โครง) มารองปลายหรือสร้างฐานจมูกแทน เพื่อความเหมาะสมกับสรีระ
  • โปรแกรมฉีดสารเติมเต็ม (Non-Surgical Rhinoplasty): สำหรับเคสที่โครงสร้างมีความไม่สมมาตรเพียงเล็กน้อย การใช้ฟิลเลอร์สามารถช่วยปรับสมดุลให้สันจมูกดูรับกับใบหน้ามากขึ้นได้ (ผลลัพธ์และระยะเวลาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

แก้จมูก Open-แก้จมูกโอเพ่น-หมอกัน-ธีระธรฌ์คลินิก-จมูก-รีวิว

 

เสริมจมูกโอเพ่น, เสริมจมูก Open, ดารานางแบบ

หากคุณเพิ่งเสริมจมูกมาแล้วรู้สึกว่ารูปทรงเสียสมดุล ควรให้เวลาเนื้อเยื่อสมานตัวและรอให้อาการบวมยุบลงสนิทก่อน โดยปกติการประเมินรูปทรงที่ชัดเจนคือช่วง 6-12 เดือนหลังทำ แต่ถ้ามีภาวะผิดปกติ เช่น ปลายบางใส อักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำอย่างทันท่วงที

บทความที่น่าสนใจ

home หน้าแรก promotion โปรโมชั่น tel ปรึกษาฟรี line ปรึกษาฟรี